มรดกทางประวัติศาสตร์ในภูเก็ต

    

 

          ภูเก็ตปรากฏในแผนที่เดินเรือของปโตเลมี(คลอเดียสทอเลเมอุส)นักเดินเรือชาวกรีก เมื่อกว่า 700 ปีที่ผ่านมา เดิมเป็นสถานที่พักเรือเพื่อหลบมรสุมและเติมอาหาร น้ำดื่มต่อมาในสมัยอยุธยา(ประมาณ 300 ปีก่อน)  ชาวโปรตุเกสได้รับอนุญาตจากกษัตริย์กรุงสยาม(ชื่อเดิมของประเทศไทย) เข้ามาตั้งห้างรับซื้อขายแร่ดีบุกที่เมืองถลาง(ชื่อเดิมของภูเก็ต)  ต่อมาผลัดเปลี่ยนการลงทุนโดยชาวฮอลันดา  ฝรั่งเศส   ในยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์(ประมาณ 200 ปีก่อน)ชาวอังกฤษได้มารับซื้อแร่ดีบุก แลกเปลี่ยนกับกระสุน ดินปืนในการต่อสู้สงครามกับพม่า   เมื่อสิ้นสุดสงครามได้สู่ยุครุ่งเรืองในการทำเหมืองแร่ดีบุกและยุคส่งเสริมการท่องเที่ยว  มีชาวไทย และชาวต่างประเทศจำนวนมากหลั่งไหลมาสู่ภูเก็ต ทั้งที่เป็นนักลงทุนและแรงงาน  ต่อมาหลายคนได้อยู่อาศัยถาวรมีครอบครัวและลูกหลานกับชาวท้องถิ่น  และกลายเป็นคนภูเก็ตสืบรุ่นมาจนปัจจุบัน  จึงก่อเกิดพหุวัฒนธรรมในจังหวัดภูเก็ตที่ไม่เหมือนที่อื่นใดในโลก

 

 CC 1

 

 ภาพชุมชนย่านเมืองเก่าประดับธงนานาชาติรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

 

 

พหุเชื้อชาติและวัฒนธรรม 

 

          มีประชากรท้องถิ่นหลากหลายชาติพันธุ์ได้มาอยู่อาศัยในภูเก็ตกว่า 200ปี  อย่างสงบสุข  เหตุผลหลักที่ก่อเกิดการหล่อหลอมเชื้อชาติได้เนื่องจาก

 

 

 

1.รวมกันเป็นหนึ่งเดียวใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร

 

          ในระยะ 200 ปีก่อนประเทศไทยเดิมมีการปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลขององค์พระมหากษัตริย์ไทยได้เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติทั้งที่เป็นแรงงาน นักวิชาการ จนถึงนักลงทุนจำนวนมากมาอยู่อาศัยโดยเสรี  ต่อมาใน ปีพ.ศ.2475 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขเป็นองค์อุปถัมภกแก่ทุกศาสนา   รัฐบาลไทยและองค์พระมหากษัตริย์ไทยก็ยังคงเปิดกว้างนโยบายให้ประชากรต่างๆได้ปรับเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นคนไทยจำนวนมาก    ชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต่อมาเปลี่ยนเป็นคนไทยจึงได้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารขององค์กษัตริย์ไทยอย่างสงบสุขเสมอมา

 

 

 

 

2.ความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ

 

         เกาะภูเก็ตแม้มีขนาดที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่มีภูมิประเทศหลากหลาย การกระจายตัวของชุมชนต่างๆ ทั้งในเมืองและเขตชนบทต่างอยู่อาศัยอย่างเป็นสัดส่วนและทุกอาชีพทำรายได้ดี  ทั้งชุมชนค้าขายในเมือง ชุมชนประมงริมฝั่งทะเล  ชุมชนปลูกพืชผักในชนบท  และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติต่างๆอย่างเสรี

 

 

 

 

3.การค้าและการลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

         ผลจากการเป็นเมืองท่าทางทะเล และการดีบุกกับชาวต่างประเทศ  จากระบบกู้เงินแบบโบราณในยุค 200ปีก่อน ในปีพ.ศ.2452 ได้มีธนาคารสาขาต่างประเทศแห่งแรกเกิดขึ้นที่ภูเก็ต คือธนาคารชาร์เตอร์ด ที่ส่งผลให้ชาวต่างประเทศนำเงินมาลงทุนในกิจการแร่ดีบุกมากขึ้น  ลงทุนทำแร่ ต่อมาเมื่อกิจการแร่ดีบุกขาดทุนเนื่องจากราคาตกต่ำ กระแสการลงทุนได้เปลี่ยนมาเป็นกิจการท่องเที่ยวในราวปีพ.ศ.2525 และเติบโตด้วยดีอย่างต่อเนื่อง ยังผลให้เกิดการพัฒนาที่ดิน และการจ้างงานจำนวนมาก  ในปี พ.ศ.2552   ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวจำนวนถึง 5.1 ล้านคนต่อปี   มีรายได้จากการท่องเที่ยว 94,006 ล้านบาท ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย(236,461บาทต่อคนต่อปี)

 

 

 

 

4.อุปนิสัยอ่อนโยนเป็นมิตร

 

         ประชากรในภูเก็ตร้อยละ73 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 20นับถือศาสนาอิสลาม  แต่ก็ยอมรับขนบธรรมเนียมของศาสนาอื่นมาปฏิบัติศาสนกิจและก่อสร้างศาสนสถานร่วมกันบนแผ่นดินเดียวกันได้  อุปนิสัยคนภูเก็ตก็เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไปคือ มีน้ำใจ ใครมาเยี่ยมเยียนก็มีการยกมือไหว้เคารพ และยกน้ำให้ดื่ม ยกอาหารมาต้อนรับคำว่า Thai Hospitalityจึงนับว่ามีชื่อเสียงทั่วโลกมานาน

 

 

 

 

 

 

ตารางแสดงถึงพหุชาติพันธุ์ที่กลายเป็นคนท้องถิ่นภูเก็ต

 

 

ชาติพันธุ์ในภูเก็ต

ที่มาและวัฒนธรรม

1.ชาวไทยพุทธ

 เป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ราชการที่มีอำนาจทางการปกครองแต่โบราณ แต่เดิมตั้งบ้านเรือนบริเวณอำเภอถลาง (เดิมจังหวัดภูเก็ตเป็นส่วนหนึ่งของเมืองถลาง)  กลุ่มไทยพุทธนั้นจะอพยพมาจากหัวเมืองใหญ่ทางภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี นำศาสนาพุทธนิกายเถรวาทมาเผยแพร่คนพื้นเมือง

2.ชาวไทยจีนหรือ บาบ๋า

ปัจจุบันเป็นคนส่วนใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต    ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากได้อพยพมาสู่ภูเก็ตเพื่อเป็นแรงงานในการทำเหมืองแร่ดีบุกในสมัยรัชกาลที่ 3 (ประมาณ 150 ปีก่อน)โดยส่วนใหญ่เดินทางเรือผ่านคาบสมุทรมลายูมาถึงภูเก็ต ประกอบด้วยชาวฮกเกี้ยน ไหหลำ กวางตุ้ง จีนแคะ     เมื่อมีฐานะมั่นคงขึ้นได้แต่งงานกับชาวภูเก็ตดั้งเดิม มีลูกผสมที่เรียกโดยชาวเอเซียในคาบสมุทรมลายูว่า “ เพอรานากัน” แต่ในจังหวัดภูเก็ตนิยมเรียกว่า “บาบ๋า” อาศัยอยู่ในย่านเมืองเก่า เทศบาลนครภูเก็ต มีเอกลักษณ์ในชุดแต่งกายย่าหยา  สถาปัตยกรรมโบราณ ภาษาเฉพาะ และอาหารของตนเอง

3.ชาวไทยมุสลิม

 ประมาณร้อยละ 20 ของพลเมืองภูเก็ตเป็นชาวมุสลิม ส่วนหนึ่งอาศัยอยู่เดิมแล้วเข้ารีตอิสลาม  ส่วนหนึ่งอพยพมาจากทางมลายู นับถือนิกายสุหนี่มักตั้งถิ่นฐานอยู่รอบนอกตัวเมืองและริมฝั่งทะเล เดิมประกอบอาชีพทำสวนและประมง มีบันทึกว่าสองวีรสตรีภูเก็ตคือท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร ท่านมีมารดาเป็นแขกไทรบุรีและมีหลักฐานว่าชาวมุสลิมบางส่วนอพยพมาจากประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือปากีสถานจะมีผิวขาว ปัจจุบันชาวมุสลิมหลายท่านในภูเก็ตเป็นเจ้าของที่ดินและโรงแรมริมหาด     ส่วนชาวมุสลิมในย่านเมืองเก่าจะเปิดร้านขายโรตี  ขายผ้าและของที่ระลึก

4.ชาวไทยใหม่

 ชาวไทยใหม่มีชื่อเรียกหลากหลาย  ได้แก่  ชาวเล  ยิบซีทะเล  มอแกน โอลังลาโอด อุลักลาโวย ชื่อเหล่านี้เรียกตามกลุ่มหรือภาษาในแต่ละท้องถิ่น   เป็นชาวพื้นเมืองแต่โบราณที่อยู่อาศัยในคาบสมุทรมลายูจาก อินโดนีเซียถึงพม่า  ในภูเก็ตยังมีชุมชนชาวไทยใหม่ที่พูดภาษามลายูและไทยอยู่5๕ ชุมชน ยังประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก มีประเพณีลอยเรือในช่วงเดือน๖และเดือน๑๑ เพื่อสะเดาะเคราะห์กรรมและแสดงออกถึงความสามัคคี  การละเล่นที่เป็นวัฒนธรรมโดดเด่นของชาวไทยใหม่ภูเก็ตคือ รองเง็ง เป็นการเต้นและร้องเพลงเกี่ยวกับชีวิตในทะเล

5.ชาวไทยซิกข์

 เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานประมาณรัชกาลที่ 5 (100ปีก่อน) อพยพมาจากประเทศอินเดีย และยังคงเคร่งครัดในการปฏิบัติตามศาสนกิจของตนเอง มีวัดซิกข์อยู่ในเขตเทศบาลนคร อาดิครันถ์ คือพระมหาคำภีร์อันศักดิ์สิทธิ์และเป็นตัวแทนขององค์ศาสดา   ชาวซิกข์มีความขยันและชำนาญในการค้าการลงทุน   ปัจจุบันนอกจากเปิดร้านขายผ้าแล้วยังเป็นนักพัฒนาที่ดิน เจ้าของกิจการโรงแรมริมหาดหลายแห่ง

6.ชาวไทยฮินดู

ชาวฮินดูอินเดียในภูเก็ตได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานประมาณกว่า 200  ปี เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งมาจากอินเดียโดยตรง ส่วนหนึ่งเดินทางมาจากมาเลเซีย การนับถือศาสนาฮินดูเป็นการนับถือกันอยู่ในเฉพาะกลุ่มของชาวอินเดียเท่า นั้น ต่อมาเมื่อชาวอินเดียอพยพมาเพิ่มมากขึ้น และได้ตั้งหลักแหล่งที่มั่นคงจึงจัดให้มีวัดขึ้นบริเวณแถวน้ำ (ถนนภูเก็ต) เป็นห้องแถวไม้ บริเวณร้านปืนสุทินในปัจจุบัน ต่อมาชาวอินเดียเหล่านี้ได้ร่วมกันบริจาคเงินในการสร้างวัดแห่งใหม่ที่มี บริเวณกว้างขวางกว่าเดิมชาวอินเดียในภูเก็ตเป็นกลุ่มมีเงินทุนและมีชื่อเสียง จึงได้รับฝากและกู้เงินเงิน เรียกว่าเงิน “เจ๊ะตี”ตามชื่อนาย จินนาย่า เจ๊ะตี ผู้ก่อตั้ง ด้วยสมัยนั้นธนาคารยังไม่แพร่หลาย มีเฉพาะที่ชาร์เตอร์แบงค์เพียงแห่งเดียว เงินจำนวนมากที่ได้รับฝากไว้ส่วนหนึ่งรวมกับเงินบริจาคซื้อที่ดินบริเวณถนนสุทัศน์ ซึ่งเป็นที่ดินที่สร้างวัดอินเดีย ตันดายูดาปานีในปัจจุบัน

7.ชาวไทยผสมเชื้อชาติตะวันตก

ชาวตะวันตกได้เข้ามาค้าขายและอยู่ในภูเก็ตกว่า 300 ปีก่อน เริ่มต้นโดยชาวโปรตุเกส  ฮอลันดาฝรั่งเศส และชาวอังกฤษ  กัปตันฟรานซิสไรท์ ผู้มีอำนาจสั่งการในนามบริษัทอินเดียตะวันออกและผู้แทนพระองค์ของพระราชินีและเป็นผู้นำความทันสมัยสู่เมืองปีนัง ได้แต่งงานกับนางมาติน่า โรเซลล์ สาวเชื้อชาติโปรตุเกสที่เกิดกับแม่ชาวภูเก็ต  ปัจจุบันชาวตะวันตกจำนวนมากหลากหลายชาติได้มาอยู่อาศัยและแต่งงานกับคนท้องถิ่นภูเก็ต มีโบสถ์ทั้งของคาทอลิก(นำมาโดยชาวโปรตุเกส)และโปรเตสเต้นท์(นำมาโดยมิชชันนารีจากมาเลเซีย)  หลายสาขากลางเมืองภูเก็ต

 

 

CC 3CC 4CC 2

 

ภาพแสดงให้เห็นถึงพหุเชื้อชาติที่หล่อหลอมกันเป็นคนภูเก็ต

(ภาพจากสมาคมเพอรานากันและสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทย-ภูเก็ต)

 

 

cc 5CC 6CC 7

 

ภาพซอยตลิ่งชันในระยะทางไม่ถึง 1 กิโลเมตร เขตเทศบาลนครภูเก็ต เป็นที่ตั้งศาสนสถานที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติกว่า 100  ปี   ต้นซอยเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าจีน กลางซอยมีมัสยิด ท้ายซอยมีโบสถ์คริสต์คาทอลิก แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของคนหลากหลายศาสนา